หมวดหมู่: อวัยวะภายใน

เส้นเลือดตีบ ภัยร้ายใกล้ตัว ที่คร่าชีวิตคนนับสินล้านทั่วโลก

เส้นเลือดตีบ ภัยร้ายใกล้ตัว ที่คร่าชีวิตคนนับสินล้านทั่วโลก

โรคภัยภายนอก เป็นสิ่งที่สามารถรับมือได้ไม่ยากนัก เพราะมีการแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็นกันด้วยตาเปล่า แต่กับโรคภัยแฝง ภัยงียบ ที่เกิดขึ้นกับบรรดาอวัยวะต่างๆของร่างกายอย่างเช่น โรค เส้นเลือดตีบ เป็นต้น ถือว่าเป็นภัยอันตราย ที่สามารถคุกคามชีวิตของคนเราได้มากกว่าหลายเท่า นอกจากจะมองไม่เห็น สังเกตอาการได้ยากแล้ว ถ้าหากอาการ เส้นเลือดตีบ มีมากๆเข้า ก็สามารถที่จะทำให้เสสียชีวิตได้อย่างฉับพลันอีกด้วย ดังนั้น ก่อนที่เจ้าโรค เส้นเลือดตีบ จะมาเยือนตัวคุณ ในวันนี้ ครอบครัว Ovolva.com จึงได้ทำการรวบรวมเรื่องราวที่ควรทราบเกี่ยวกับ เส้นเลือดตีบ มาฝากเป็นข้อมูล ให้คุณผู้อ่านทำการศึกษา เพื่อที่จะได้ทำการป้องกัน ดูแลตัวเองได้อย่างเป็นอย่างดี เสียตั้งแต่เนิ่นๆครับ

kl6

โรค เส้นเลือดตีบ เกิดจากสาเหตุใด?

โรค เส้นเลือดตีบ ในที่นี้ หมายถึงหลอดเลือดแดงขนาดกลาง หรือเส้นใหญ่ มีการสะสมของไขมันและแคลเซียมที่ผนังด้านในของหลอดเลือดแดง เมื่อสะสมมีขนาดใหญ่พอ ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะน้อยลง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน และมีผลทำให้เกิดอาการร้ายแรงตามมา เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง หลอดเลือดหัวใจตีบตัน กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

โดยสาเหตุทางการแพทย์ยังไม่ทราบทั้งหมด แต่ก็มีข้อสันนิฐานของการเกิด เส้นเลือดตีบ ตันได้จากการได้ผลกระทบที่ผนังหลอดเลือดแดง (intima) ซึ่งอาจจะเกิดจากแรงดันของความดันโลหิต การอักเสบจากโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน โรคติดเชื้อบางชนิดเช่น Chlamydia pneumoniae or Helicobacter pylori) หรือเชื้อไวรัสบางตัวเช่น cytomegalovirus สารเคมีในร่างกาย เช่น ไขมัน Cholesterol น้ำตาล

เมื่อผนังหลอดเลือดแดงได้รับอันตรายไม่ว่าจะเกิดจากไขมัน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Monocyte หรือ Macrophage มาจัดการกับสิ่งแปลกปลอมนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเกิดเป็นคราบหรือที่เรียกว่า Plaque ซึ่งจะมีขนาดใหญ่จนบางครั้งอาจจะอุดทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะน้อยลง

แต่ก็มีบางภาวะโดยเฉพาะคราบที่เกิดใหม่ซึ่งส่วนประกอบของคราบจะเป็นไขมัน โดยที่มีผังผืด Fibrous capsule ไม่แข็งแรง เมื่อเจอภาวะที่แรงดันเลือดสูงทำให้คราบนั้นฉีกขาด ร่างกายก็จะมีเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาวมายังที่เกิดการฉีกขาด ทำให้เกิดลิ่มเลือด Thrombus ซึ่งอาจจะอุดตันเส้นเลือดดังกล่าวหรืออาจจะหลุดลอยไปอุดเส้นเลือดส่วนปลายทำให้เกิดเส้นเลือดตีบตัน

ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดตีบตันเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งมีแนวโน้มสูงมากที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา โดยในปีที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากโรคดังกล่าวกว่า 10 ล้านคน และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จำนวนการตายจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน ในจำนวนนี้ 13 ล้านคนมาจากประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก

สำหรับประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้นถึง 20 เท่า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ทั้งนี้ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ การทำงานที่แข่งขันกับเวลา ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันสูง เบาหวาน ความอ้วน การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด และอาหาร

kl12

เส้นเลือดตีบตัน มีความอันตรายอย่างไรบ้าง?

          อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า หากมีภาวะเส้นเลือดตีบตัน จะทำให้เกิดโรคร้ายแรงตามมามากมาย หนึ่งในโรคที่เป็นกันมากคือ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน” ซึ่งอาจกว่าได้ว่าเกิดจากความเสื่อมของเส้นเลือด ผลพวงของการมีไขมันและการสะสมของหินปูนไปเกาะเส้นเลือดแดง จนเกิดการอุดตันหรือเส้นเลือด ปริแตกเกิดขึ้น จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง บางรายอาจทำให้เสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้ ส่วนเหตุที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อม เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน ซึ่งทำให้ เส้นเลือดตีบ

สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันที่ได้รับความนิยม คือการขยายหลอดเลือดที่ตีบด้วย บอลลูน และใส่ขดลวดค้ำยัน ในรายที่มีหลอดเลือดตีบหลายตำแหน่ง การรักษาที่เป็นมาตรฐาน มักจะใช้วิธีการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือที่รู้จักกันว่า “การทำบายพาส” นั่นเอง

นอกจากการรักษาอาการของโรค เส้นเลือดตีบ ตัน ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในตอนต้น คุณผู้อ่านยังสามารถที่จะทำการลดโอดาสเสี่ยง ในเกิดอาการ เส้นเลือดตีบตัน ด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก และอาหารการกิน โดยให้รับประทานผัก ผลไม้ รวมถึงอาหารที่มีเส้นใยสูง ที่สำคัญควรหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ทำจิตใจให้สบาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และต้องหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ โอกาสเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคนี้ ก็จะลดน้อยลงเป็นอย่างมากแล้วครับ